Ultimaker S5 ดีกว่าเครื่องพิมพ์ 3 มิติแบบ DIY ยังไง?

Septillion WebmasterUltimaker, ข่าวสาร

ในการเลือกซื้อสินค้าชนิดหนึ่งที่มีฟีเจอร์ใกล้เคียงกัน แต่ราคาต่างกัน จะเลือกยังไงดี?

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำมากขึ้น เครื่องพิมพ์ 3 มิติรุ่นใหม่ที่ออกมาในปัจจุบัน ต่างก็เริ่มออกมาแข่งขันกันมากขึ้น ทั้งในด้านของขนาดการพิมพ์ คุณสมบัติการพิมพ์ วัสดุที่ใช้พิมพ์ ฯลฯ สำหรับเครื่องพิมพ์รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Ultimaker S5 ก็ได้รับการพัฒนาที่ไม่แพ้เครื่องพิมพ์รุ่นอื่น ๆ ในตลาด และจัดว่าเป็นระดับ Top ในตลาดด้วยซ้ำ แต่ด้วยราคาที่สูง ทำให้คนอาจไปเลือกเครื่องพิมพ์แบบ DIY ที่สเปคใกล้ ๆ กันแทน

อะไรที่ทำให้ Ultimaker S5 ต่างจากเครื่องพิมพ์แบบ DIY?

กล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่า Ultimaker S5 เป็นหนึ่งในเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่ใช้งานง่ายที่สุดในโลก คุณแทบจะไม่ต้องทำอะไรกับตัวเครื่องเลย นอกจากการตั้งค่าและสั่งพิมพ์ ไม่จำเป็นต้องไขน็อต ปรับระดับฐานพิมพ์ ปรับความร้อน หรือโหลดเส้นวัสดุเองให้วุ่นวาย แค่กดหน้าจอระบบทัชสกรีนที่ตัวเครื่อง แล้วที่เหลือก็ให้เครื่องจัดการเอง

อ่านรีวิว Ultimaker S5

เรามาดูฟีเจอร์หลักที่เครื่องพิมพ์ 3 มิติแบบ DIY มีเหมือนกัน แต่ Ultimaker S5 มีคุณภาพดีกว่า ว่ามัน ‘ดีกว่า’ ยังไงบ้าง

คุณสมบัติที่โดดเด่นของ ULtimaker S5
ระบบ 2 หัวพิมพ์ที่ถอดเปลี่ยนง่าย ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องขันน็อต ไม่ต้องปรับเอง ทั้งยังสามารถพิมพ์วัสดุจากแบรนด์อื่นได้เกือบทุกชนิด
ระบบตรวจจับเส้นวัสดุ Flow Sensor ไม่ว่าจะเส้นหมด เส้นพัน หัวตัน ฯลฯ ก็จะหยุดพิมพ์อัตโนมัติทันที ในขณะที่เครื่องรุ่นอื่นจะหยุดพิมพ์เฉพาะตอนเส้นหมดเท่านั้น
ทุกอย่างเป็นระบบอัตโนมัติ ปรับระดับฐานพิมพ์อัตโนมัติ ปรับอุณหภูมิอัตโนมัติ โหลดเส้นอัตโนมัติ
เปิดให้ใช้วัสดุแบรนด์ไหนก็ได้ มีระบบที่รองรับการใช้วัสดุจากแบรนด์อื่น

ระบบ 2 หัวพิมพ์ที่ถอดเปลี่ยนง่าย

ในตลาด เครื่องพิมพ์ 3 มิติที่มี 2 หัวพิมพ์ไม่ใช่ของหายากอีกต่อไป แต่สิ่งที่ทำให้หัวพิมพ์ของ Ultimaker แตกต่างจากเครื่องพิมพ์แบรนด์อื่น ๆ คือ

  • แข็งแรง ทนทาน และทนความร้อนสูงถึง 280 °C
  • ถอดออกได้ง่าย เปลี่ยนหัวพิมพ์ง่าย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วย
  • สามารถพิมพ์วัสดุจากแบรนด์อื่นได้เกือบทุกชนิด
  • หัวพิมพ์สลับกันทำงานได้ จึงไม่ต้องกังวลว่าอีกหัวพิมพ์หนึ่งที่ไม่ได้ใช้จะชนกับชิ้นงานระหว่างพิมพ์

ระบบตรวจจับเส้นวัสดุ Flow Sensor ที่ดีกว่า

ในขณะที่เครื่องรุ่นอื่น มีแค่ระบบ Switch ที่จะแจ้งเตือนแค่ตอนเส้นหมด แต่ถ้ามีอาการอื่น ๆ เช่น หัวตัน ฉีดเส้นไม่ออก หรือเส้นพันกัน เครื่องรุ่นอื่นจะไม่แจ้งเตือน มันจะยังพิมพ์ต่อไปเรื่อย ๆ โดยที่เส้นไม่ออก หรือที่เราเรียกว่า “ปริ้นลม” ซึ่งอาการแบบนี้ ถ้าเราไม่ได้ว่างมาเช็คตลอดก็จะไม่รู้ ทำให้เสียเวลาไปเปล่า ๆ ชิ้นงานก็ไม่ได้

แต่ Flow Sensor บน Ultimaker S5 จะช่วยตรวจสอบการไหลของเส้นวัสดุ เมื่อเกิดปัญหา ไม่ว่าเส้นหมด เส้นพัน หรือหัวตัน เครื่องจะหยุดทำงานและขึ้นแจ้งเตือนทันที เมื่อผู้ใช้แก้ไขปัญหาแล้ว ก็สามารถกด resume เพื่อพิมพ์ต่อได้

ทุกอย่างเป็นระบบอัตโนมัติ

ปรับระดับฐานพิมพ์อัตโนมัติ ทำความร้อนอัตโนมัติ และโหลดเส้นอัตโนมัติ

คุณไม่จำเป็นต้องใช้ความชำนาญด้านเทคนิคอะไรเลยในการสั่งการการพิมพ์ของเครื่องรุ่นนี้ เพราะ Ultimaker ออกแบบมาให้ผู้ใช้เหนื่อยน้อยที่สุด ยุ่งยากน้อยที่สุด ตัวซอฟต์แวร์ Cura ก็ใช้งานง่าย ปรับได้อิสระ ไม่ยุ่งยาก มีกล้องภายในเครื่องพิมพ์ ที่ให้คุณสามารถเปิดเช็คการพิมพ์ได้ตลอดเวลา

เปิดให้ใช้วัสดุแบรนด์ไหนก็ได้

ข้อดีอีกอย่างของ Ultimaker S5 คือ การเปิดกว้างด้านวัสดุ และที่ดียิ่งกว่าคือเขามีระบบรองรับจริง ๆ คุณสามารถกดเข้าไปในซอฟต์แวร์แล้วเลือกได้เลยว่าต้องการใช้วัสดุนอก วัสดุมาจากที่ไหน เส้นประเภทอะไร สีอะไร ฯลฯ รวมถึงสามารถบันทึกการตั้งค่าความร้อน หัวพิมพ์ที่ใช้ หรือความเร็วในการพิมพ์ เก็บไว้ในซอฟต์แวร์ซึ่งมีฐานการเก็บข้อมูลอยู่บนระบบคลาวด์ได้อีกด้วย อ่านเพิ่มเติม

ถ้าเทียบราคากับเครื่องพิมพ์ 3 มิติแบบ DIY ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันแล้ว แน่นอนว่า Ultimaker S5 ย่อมมีราคาที่สูงกว่า แต่นั่นก็หมายความว่า Ultimaker S5 มีคุณภาพที่สูงกว่า ทั้งในเรื่องของความสะดวกสบาย การใช้งานที่ง่าย ระบบที่อิสระ เมื่อมองในระยะยาวแล้วถือว่าคุ้มค่ากว่า เพราะคุณสามารถประหยัดงบประมาณในการซ่อมแซม และลดระยะเวลาในการดูแลเครื่องได้ มากกว่าเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่ราคาต่ำกว่า  เรียกง่าย ๆ ว่าคุณจ่ายแพงกว่าก็เพื่อความสะดวกสบายที่มากกว่านั่นเอง

ดังนั้นแล้ว สำหรับใครที่ต้องการเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่มี 2 หัวพิมพ์ ขนาดการพิมพ์ใหญ่ ทั้งยังใช้งานง่าย ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องการปรับเครื่อง ปรับซอฟต์แวร์ และนำไปใช้งานในระยะยาวได้อย่างไร้กังวล ก็ลองมาเลือก Ultimaker S5 ดูนะครับ

Share this Post