Tips: เลือกสแกนเนอร์ 3 มิติยังไงดี?

Septillion Webmasterข่าวสาร

คุณกำลังต้องการเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนดีรึเปล่า?
บทความนี้จะช่วยไกด์ให้คุณเอง ง่าย ๆ ครับ แค่ลองตอบคำถาม 2-3 ข้อต่อไปนี้ดู

เครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สำหรับผู้เริ่มต้น ก็มักเกิดปัญหาว่าควรจะเลือกเครื่องสแกนเนอร์แบบไหนดี เพราะในปัจจุบัน เทคโนโลยีนี้ผลิตออกมามากมายหลายรูปแบบ ซึ่งราคาก็ต่างกันตามฟังก์ชัน บางรุ่นอาจมีราคาถึงหลักล้าน ซึ่งถ้าเทียบกับการนำมาใช้งานของแต่ละบริษัทแล้วอาจจะเป็นการเสียงบประมาณไปโดยใช่เหตุ

แล้วเราจะเลือกยังไงดี? ลองตอบคำถาม 3 ข้อต่อไปนี้ จะช่วยให้คุณตัดตัวเลือกที่ไม่ใช่ออกไปได้ ไม่มากก็น้อยครับ

1.ขนาด

สิ่งของที่คุณต้องการสแกน มีขนาดใหญ่มากน้อยแค่ไหน?

ถ้าคุณอยากสแกนห้อง ตึก หรือภูเขา คุณต้องใช้เครื่องสแกนเนอร์ระดับสูงมาก ๆ แบรนด์ที่เป็นที่รู้จักกันดีก็เช่น Leica และ Faro มีราคาอยู่ที่ประมาณ $30,000 ถึง $100,000  (ประมาณ 900,000 – 3,000,000 บาท) หรือถ้าให้ถูกลงมาหน่อยก็ Matterport ซึ่งก็มีข้อจำกัดมากกว่า จึงมีราคาที่ต่ำกว่า

แต่ถ้าคุณต้องการสแกนสิ่งของที่มีขนาดประมาณ 1 ซม. เป็นต้นไปจนถึง 10 ม. ก็ต้องมองหาเครื่องสแกนเนอร์แบบเลเซอร์หรือแบบที่ใช้แสงสีขาว (white-light) ซึ่งก็มีทั้งขนาดที่สามารถถือได้ด้วยมือ และแบบที่ต้องวางบนขาตั้งกล้อง ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็มีความแตกต่างกันมาก ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี ราคา และการทำงาน อาทิ Thor3D ซึ่งเป็นที่นิยม ถือด้วยมือได้ และมีขายในบ้านเรา 3DSystems หรือ Creaform โดยมีราคาตั้งแต่ $500 ถึง $70,000 (ประมาณ 16,000 – 2,000,000 บาท)

หรือถ้าคุณต้องการสแกนสิ่งของที่มีขนาดเล็กมาก และมีความแม่นยำสูง เพื่อการนำไปวิเคราะห์และประยุกต์ใช้ในด้านอื่น ๆ คุณต้องมองหาเครื่องสแกนเนอร์แบบไมโครสโคป เช่น Keyence เครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติของแบรนด์นี้จะให้ความละเอียดและความแม่นยำสูง แต่ก็มีข้อจำกัดทางรูปแบบดิจิทัลและการใช้เฉพาะด้าน อีกตัวเลือกหนึ่งก็คือเทคโนโลยี CMMs (Coordinate Measuring Machines) จาก Nikon แต่ก็มีค่าใช้จ่ายหลายพันดอลลาร์ ดังนั้นใช่ว่าทุกคนจะสามารถใช้ได้

2.สี

จำเป็นรึเปล่าที่ไฟล์สแกนต้องมีสี?

เครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติส่วนใหญ่จะไม่จับสี หรือที่เรียกกันว่า texture เพราะแรกเริ่มเดิมที เครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติถูกพัฒนาขึ้นเพื่อนำมาใช้ในงานวิศวกรรม ซึ่งต้องการแค่รูปทรงของสิ่งของ เพื่อการแปลงเป็นดิจิทัลได้อย่างแม่นยำเท่านั้น ซึ่งถือเป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ

อย่างก็ตาม ในช่วง 10 ปีมานี้ หลายอุตสาหกรรมก็เริ่มที่จะเพิ่มฟังก์ชันจับสีลงในอุปกรณ์นี้มากขึ้น เนื่องจากหลายบริษัทตัดสินใจที่จะใช้เครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติในการทำงานประจำวัน เช่น บางพิพิธภัณฑ์ต้องการสร้าง “พิพิธภัณฑ์เสมือนแบบออนไลน์” ดังนั้นเขาจึงต้องการจับภาพรายละเอียดชิ้นงานศิลปะต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ รวมไปถึงสีของชิ้นงานด้วย หรือนักอาชญวิทยา ที่ต้องการจับสภาพแวดล้อมของพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อที่จะสามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ หรือสเปเชียลเอฟเฟคกราฟิกดีไซน์เนอร์ ที่ต้องการไฟล์ดิจิทัลรูปร่างใบหน้าของนักแสดงรวมถึงสีที่ชัดเจน เพื่อการสร้างฉากเอเลี่ยนระเบิดหัวแบบแฟนตาซีที่สุด

ถ้าคุณอยากได้ข้อมูลสี เป็นโชคดีที่ตัวเลือกของคุณจะแคบลงมาก เพราะเครื่องสแกนเนอร์ที่สามารถจับข้อมูลสีได้ในตลาดนั้นมีน้อย และแน่นอนว่าราคาก็แพงมากเช่นกัน แต่ถ้าคุณไม่ได้ต้องการข้อมูลสี ตัวเลือกก็ยังกว้างอยู่ ลองมาดูคำถามข้อต่อไปเพื่อช่วยตัดช้อยส์กันครับ

3.เงิน

คุณมีงบประมาณเท่าไร?

“ของถูกและดีไม่มีในโลก” คือสิ่งที่ทุกคนควรตระหนักไว้เสมอ หากคุณต้องการเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติที่มีคุณภาพ ก็ต้องยอมที่จะจ่ายแพง ลองดูภาพเปรียบเทียบด้านล่าง คุณก็จะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน การมีไฟล์ที่สมบูรณ์มากที่สุด จะช่วยให้คุณตัดงบประมาณและเวลาในการปรับแต่งไฟล์ออกไปได้มากทีเดียว

สรุปสั้น ๆ สำหรับใครที่กำลังมองหาเครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติ ให้คุณลองถามตัวเองว่า ‘สิ่งของ’ ที่คุณต้องการจะสแกนนั้น มีขนาดใหญ่หรือเล็ก จำเป็นหรือไม่ว่าสแกนออกมาแล้วต้องมีสี และคุณมีงบประมาณอยู่ที่เท่าไร เพียงแค่นี้ก็จะช่วยให้คุณตัดตัวเลือกไปได้อีกเยอะเลยครับ

แต่ถ้ายังไม่แน่ใจ ไม่รู้จะเลือกแบรนด์ไหนดี ก็ลองโทรมาหาเราได้ที่ 02-865-2688 เรายินดีให้คำปรึกษา โดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญอันดับ 1 ในประเทศไทย

ที่มา: http://thor3dscanner.com/how-do-i-choose-a-3d-scanner-where-to-begin

Share this Post

จำนวนผู้เข้าชม

จำนวนผู้เข้าชม